ถ้าจะถามว่าทำไมจู่ๆถึงเริ่มเขียนไดอารี่  ผมก็ได้แต่ตอบกับตัวเองว่าไม่รู้เหมือนกันครับ

 

     อาจจะเป็นเพราะความอัดอั้นตันใจที่อยากจะระบายในเรื่องที่ไม่เป็น เรื่องกระมัง ไม่ค่อยมีบ่อยครั้งนักที่การระบายความในใจเกี่ยวกับเหตุและผลที่คนทั่วไปไม่ค่อยใส่ใจนัก จะเป็นบทสนทนาที่ยาวเฟื้อยได้ แต่สิ่งเหล่านั้นเราจะพบเห็นได้ในทุกวัน เพียงแค่เกิดความสงสัยสะกิดใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ มันอาจจะฝังลึกอยู่ในความทรงจำอันยาวนาน หรืออาจจะถูกลืมได้ภายในไม่กี่วินาที ผมไม่อยากเป็นเช่นนั้น จึงได้ขอบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้บ้าง มันอาจจะเป็นไดอารี่ที่เก็บไว้ให้เราคนเดียวอ่านเพื่อย้อนหลังความทรงจำ แต่ไดอารี่ก็มีจุดประสงค์ไว้ให้เราอ่านคนเดียวมิใช่หรือ?

 

     สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่แห้งเหี่ยวอับเฉาพอสมควร เพราะวันจันทร์และวันอังคารเพื่อนๆ ทั้งหลายได้ไปเข้าค่าย รด. กัน มีผู้ชายอกสามศอก (หรือว่าอาจจะไม่ถึง?) เป็นส่วนน้อยที่ไม่ได้ไปเข้าค่าย เพราะไม่ได้ไปเรียน รด. หนึ่งในนั้นก็คือผม ซึ่งสองวันนี้แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะอาจารย์ก็ไม่สามารถสอนได้เต็มบทเรียนนัก เพราะนักเรียนก็หายไปซะครึ่งห้อง จึงได้ทำแต่งานที่ส่งในคาบและการบ้านเล็กๆน้อยๆ มาเป็นที่ระลึก และทั้งสองอันผมก็มักจะนำมานั่งทำอยู่ที่โรงเรียนบ่อย เพราะไม่อยากมีพันธะอะไรมาผูกมัดเมื่อเวลาถึงบ้าน บ้านเป็นสถานที่ที่อยู่แล้วให้ความอบอุ่น สนุก สบายอย่างมาก จึงไม่เหมาะที่จะนำมาหักล้างความรู้สึกที่มีอยู่นี้ได้ นั่นอาจจะทำให้ผมเกลียดการบ้าน หรืองานต่างๆที่ต้องมาทำอยู่บ้านเป็นประการหนึ่ง และผมคิดว่าคงมีคนส่วนน้อยที่ใส่ใจในงานที่อาจารย์มอบหมายแทบทุกงาน ถ้าผมได้ยินว่าใครทำงานที่อาจารย์สั่งแทบทุกงานเสร็จหมด ผมจะนับถือในความขยันของคนๆนั้น แต่ผมจะรังเกียจเขาอย่างมากในการที่ไม่มีแรงบันดาลใจในการหาสิ่งที่ตัวเอง ชอบมาทำแทน การที่เราจะไม่ได้ทำงานสักชิ้นหนึ่ง เพื่อเจอสิ่งอื่นปลุกเร้าให้ไปทำแทน นั่นแหละที่ยังคงความเป็นมนุษย์อยู่

 

     วันพุธและวันพฤหัสเมื่อเพื่อนกลับมาจากการเข้าค่ายหมาดๆ พวกเขาก้มักจะเล่าประสบการณ์ที่ไปฝึกมาอย่างทรหดอดทน เคล้ากับเสียงความเฮฮาหัวเราะที่ปนมาอยู่เรื่อยๆ แต่ผมมักจะได้เป็นคนฟังอยู่ข้างนอกหรือก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย อาจเป็นเพราะตัวเองไม่ได้เข้าไปอยู่เหตุการณ์นั้นด้วย เลยไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องเล่าของเพื่อนสักเท่าไหร่ แต่ก็โทษพวกเขาไม่ได้ เพราความทรงจำที่ยังอุ่นๆ คุกรุ่นที่พอที่จะรำลึกได้ เมื่อเล่าให้กับเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน มักจะเกิดความครื้นเครงหรรษาอยู่เสมอๆ ผมจึงได้เป็นคนนอกอยู่ร่ำไป ก็ได้หากิจกรรมเพื่อตนเองทำ คือการนั่งอยู่กับโต๊ะ เอาแจ๊คสายหูฟังเสียบเข้ากับโทรศัพท์ ถึงแม้โทรศัพท์ตอนนี้จะมีปัญหาอยู่เล็กน้อย ทำให้คุณภาพเสียงเวลาฟังอาจจะไม่ค่อยราบรื่นหู แต่ก็ยังพอฟังได้ ไม่ได้เลวร้ายมากนัก พร้อมกับหยิบหนังสือมาอ่านเล็กน้อย (หนังสือทั่วไป ไม่ใช่หนังสือเรียนแต่อย่างใดครับ)

 

     แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของพวกเขาอีกประการหนึ่ง ที่สองวันที่ผ่านมางานไม่ค่อยหนักหนาอะไรนัก พวกเขาสามารถทำงานและตามงานคนที่อยู่โรงเรียนนานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทีน แต่ถ้าเป็นงานใหญ่ๆ ที่ให้ทำเป็นกลุ่มอาจจะดูงวยงงกันสักเล็กน้อย แต่ก็จะมอบหมายให้คนกลุ่มอยู่โรงเรียนนานกลุ่มเดิมทำอยู่ดี (มีเพียงบางส่วนที่ขอมีส่วนร่วมด้วย) ก็ถือว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย หลังจากเข้าค่ายฝึกความอดทนของร่างกายมา

 

     ในตอนเย็นของวันพฤหัส ผมนั่งทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาสามสี่วันนี้ เลยลองคาดการณ์ว่าวันศุกร์มันก็คงจะเป็นวันเวลาที่เชื่องช้า ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ อย่างหนึ่งที่จะมีแน่ๆคืองานที่ได้รับมอบหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมต้องกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างใด จึงเดินเข้าไปร้านหนังสือเพื่อหาอะไรอ่านฆ่าเวลาสักสองสามวันก็ยังดี ตอนออกมาได้ซื้อนิยายมาหนึ่งเล่ม ธรรมดาก็ไม่ได้ใคร่อยากจะอ่านหนังสือประเภทนิยายมากนัก ออกแนวไม่ชอบด้วยซ้ำ (อาจจะยึดติดอยู่กับนิยายวัยรุ่นมากเกินไป) แต่พอเห็นหนังสือที่ชื่อเรื่อง

 

   "Norwegian Wood ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย"

 

     ผมได้เกิดความสนใจต่อหนังสือเล่มนี้อยู่ 2 ประการ

 

     1. หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Haruki Murakami นักเขียนนิยายชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่ประทับใจของหลายๆคน แต่ผมคิดไม่ออกว่า หลายคนนั้นมีใครบ้าง (อาจจะเป็นคนที่รู้จักแต่ลืม หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่รู้จักชอบ)

 

     2. หนังสือเล่มนี้เพิ่งถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ของญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน และเห็นว่าได้รับความนิยมอยู่พอสมควร (เท่าที่ผมอ่านในนิตยสารที่เกี่ยวกับภาพยนตร์เล่มหนึ่ง)

 

     และด้วยความที่ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรอยู่แล้ว (จริงๆแล้วคาดว่าผมมีอีกหลายงานที่มอบหมายไว้ให้ทำ แต่ผมเป็นคนขี้ลืมง่ายไปหน่อย ถือว่าเป็นข้อเสียที่น่าผิดพลาดและไม่น่าให้อภัยมากที่สุดข้อหนึ่งเลยที เดียว) และมีเวลาที่ได้อยู่คนเดียวบ่อยครั้ง ผมจึงซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน และพบว่าหนังสือเล่มนี้มีอะไรที่พิเศษบางอย่าง ถึงแม้ผมจะยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเนื้อเรื่องมากนัก แต่รายละเอียดต่างๆ และการดำเนินเรื่องที่เกี่ยวกับ เซ็กซ์ ความรัก ความตาย และโลกของคนที่ผิดปกติของผู้เขียนทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจขึ้นมาพิกล มันทำให้ผมไม่สามารถหยุดอ่านได้ ถือว่าเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ไม่พิสมัยกับการนิยายเป็นทุนเดิมอย่างผมไม่น้อยเลย

 

     วันศุกร์ก็เป็นไปตามที่ผมคาดการณ์เอาไว้ไม่ค่อยผิดเท่าไหร่ ที่ตามคาดคือวันนี้มีเวลาว่างมาก แต่ที่ผิดอยู่ที่ว่าไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่คนเดียวสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องที่ไปเข้าค่ายกันบ่อยๆ อาจจะดูเฝือไปแล้ว หรือว่าอาจจะเบื่อกับเรื่องเดิมๆ เลยหันกลับมาคุยเรื่องสัพเพเหระตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งที่ผมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้นิดหน่อย สิ่งที่ผมแปลกใจสำหรับวันศุกร์ไปสักนิดคือ การที่โรงเรียนเลิกเร็วกว่าปกติ เพราะว่าอาจารย์มีกิจกรรมกีฬาอะไรสักอย่างตอนเลิกเรียน ซึ่งผมไม่สนใจกับเรื่องเฉพาะกลุ่ม หรือเป็นเรื่องที่ตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงอยู่แล้ว แต่บางทีก็อาจจะเป็นที่สนใจสำหรับนักเรียนคนอื่นที่มีเวลาว่างหลังจากทำ กิจกรรมหนึ่งและไม่มีกิจกรรมอื่นทำก็เป็นได้

 

     วันนั้นผมอ่านหนังสือไปได้ประมาณ 90 กว่าหน้าแล้ว เพื่อนที่เห็นผมถือหนังสือเล่มนี้มักจะถามว่า มันเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับอะไร ผมที่ได้อ่านไปประมาณ 1/5 ของเล่มก็จะตอบคำถามที่ว่าด้วยคำว่า "ไม่รู้เหมือนกันว่ะ" และถ้ามีคำถามต่อด้วยว่า แล้วทำไมถึงซื้อหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาล่ะ ผมก็อาจจะตอบได้ว่า ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เพื่อนๆทั้งหลายก็อาจจะฉงนสนเท่ห์ผมไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครถามคำถามนั้น

 

     หลังจากที่รวบรวมวิธีการเขียนไปได้หนึ่งอาทิตย์ ผมได้สังเกตการดำรงชีวิตของตนเองที่แสนจะไร้จุดมุ่งหมายสิ้นดี และกล้าวิจารณ์ได้เลยว่า เรายังไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนี่หว่า แต่ผมคาดว่านี่อาจจะเป็นข้อดีข้อหนึ่งของไดอารี่ที่เอาไว้สำรวจตนเองในยาม ที่เราหวนคิดถึงมันก็เป็นได้

 

     หากผมมีเวลาเขียนไดอารี่ถึงตัวเองได้อีกเมื่อไหร่ ผมจะเขียนให้อีกภายหลังครับ

 

สราญตาทุกผู้ทุกคนครับ

 

ปล. ไดอารี่ครั้งแรก ขอมอบให้แก่มุราคามิ

ปล.2 ยังไม่ได้กล่าวสวัสดีปีใหม่ทุกท่านเลย ช่วงนี้งานกำลังยุ่งๆ ก็ขอสวัสดีปีใหม่ทุกท่านเลยละกันครับ ขอให้มีความสุขหลายๆ ทั้งปีนะ (มันเพิ่งมาอวยพรอะไรตอนนี้ฟระ ฮ่าๆๆ)

ปล.3 เดี๋ยวเพื่อเป็นการไถ่โทษ จะเขียนเอ็นทรี่ใหม่ให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้ครับ (ทำยาก ก็จะทำนะเอ้อว)

Comment

Comment:

Tweet

เขียนไดอารี่ ได้ ยาวมากครับสำหรับครั้งแรก

ส่วนตัวผมยังคงจำได้ว่าเขียนครั้งแรกว่า

เอ ไม่รู้จะเขียนอะไรดี

อะไรทำนองนี้ 5555 ซึ่งนั่นก็ยังคงเป้นยังปัจจุบัน

#7 By . on 2011-01-24 00:24

เฮ้ยยยย


ไปเสี่ยงจับ ดำแดง

หรือเกณฑ์เลยดีกว่า

สนุกแน่

๕๕๕๕๕๕

^ 0^
^^ นี่ไดอารี่หรือนี่ ทำไมมัน สวดยวด อย่างนี้(เว่อไป)
แต่ก็ดีจริงๆ ของผมยังไม่เจ๋งขนาดนี้ หึๆๆๆ

Hot!

ขอบคุณสำหรับการเยี่ยมเยียนนะคับquestion

#5 By ~oไม้ขีดไฟo~ on 2011-01-16 16:24

แอบนั่งอ่านอยู่เงียบๆค่ะ big smile
Hot!

ค่ะ ถึงกลับมาเขียนบล๊็อกช่วงนี้ เริ่มมีเวลา
สุดยอด
จขบ.เขียนไดอารี่ครั้งแรกได้ดีกว่าข้าพเจ้ามาก
สำหรับข้าพเจ้า เมื่อก่อนชอบเขียนในสมุด
ปัจจุบันก็ยังเขียนอยู่ขอรับ แต่เป็นครั้งคราว
แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ เวลาเราคิดมันออกมากับเวลาที่เราจะเขียนมันลงไปได้ มันเหลื่อมล้ำกันมาก (เขียนไม่ทันว่างั้น ฮา)

หนังสือน่าสนใจดีนะขอรับ
หากเป็นตอนม.ต้นข้าพเจ้าคงมีความกระตือรือล้นที่จะอ่านหนังสือประเภทนี้มากกว่านี้
ตอนนี้ข้าพเจ้าก็เกลียดตัวเองเหมือนกัน ที่มัวแต่
ทำการบ้าน ฮ่าๆ

อีกไม่นานแล้วขอรับ เดี๋ยวก็ได้หยุดยาวกันแล้ว
big smile

#2 By TIME'S on 2011-01-15 01:38

นายยังมีเรา

๕๕๕๕๕

> 0<

เพราะเรามิได้ไปเรียน ร ด กะเค้าด้วยยยย


เข้าใจเลย


๕๕๕๕๕


ส่วนหนังสือนี่ แนะนำ คนที่เท่าไหร่แล้วว้า

หรือต้องอ่านด้วยคน ๕๕๕๕๕