เมื่อหลังจากการเรียนแบบโรงเรียนตามปกติได้ผ่านพ้นไป ความคุ้นเคยแบบเดิมๆได้ผ่านหายไปแล้วครับ การเรียนรู้แบบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่ง จขบ. ไม่มีประสบการณ์มาก่อน เพราะว่าไม่เคยเรียนในมหาลัยมาก่อน (บ้าเรอะ ไม่ได้ซิ่ว) เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะได้เข้าเรียนในมหาลัย (ตอนนี้ ยังไม่เปิดเทอมนะครับ แต่ใกล้ละ) เราได้เจออะไรบ้าง และเรากำลังจะไปเจออะไรบ้าง
 
 
      (ปล. ผมเอามหาลัยตัวเองเป็นหลักนะครับ ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาลัยที่อื่นไม่รู้ว่ามีกิจกรรมหรือความรู้สึกแบบนี้รึเปล่า)
 
 
     1.กิจกรรมรับเพื่อนใหม่ต่างๆนาๆ (ยกตัวอย่างวันรับเพื่อนใหม่ละกันครับ)
     วันรับเพื่อนใหม่คืออะไร วันรับเพื่อนใหม่คือวันรับน้องอย่างเป็นทางการของมหาลัยนั่นแหละครับ แต่มหาลัยที่นี่เขาถือว่านักศึกษาทุกคนเท่าเทียมกัน จึงไม่มีการรับน้อง แต่เป็นการรับเพื่อนใหม่แทน (บร๊ะ ดูหล่อขึ้นมาเลยทีเดียว) มันจะไม่ลำบากเลยครับ ถ้ารับน้องอยู่ที่ท่าพระจันทร์ แต่มันดันไปรับที่รังสิต ซึ่งไกลจากบ้านตรูมาก และมันจะไม่ลำบากเลย ถ้ามันไม่รับเช้ายันเช้าของอีกวัน(!?)
 
 
     ผมก็ต้องตื่นตั้งแต่หกโมง (แต่ดันนอนตอนตีสอง สรุปเบ็ดเสร็จเก็บพลังได้แค่สี่ชั่วโมง) เพื่อไปลุยสนามตอนประมาณสิบโมงได้ แต่ผมได้ยินข่าวจากรุ่นพี่หลายคนว่า งานนี้เขาจะไม่กั๊กแค่เจอกันในคณะ เขาจะเอาเด็กนักศึกษามาคละกันเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้เจอเด็กต่างคณะ และรุ่นพี่ต่างปีด้วย เอาล่ะสิ! ในใจก็คิดว่าดีนะ จะได้เจอเพื่อนใหม่ที่ไม่ใช่แค่ในคณะเราแล้ว ขอบเขตเราจะได้กว้างขึ้น แต่อีกใจนึงก็บอกว่า ขนาดเพื่อนในคณะเอ็งแทบจะไม่มีเลย แล้วคณะอื่นจะมีเรอะพี่น้อง!
 
 
    ในคณะวารสารของผม รุ่นพี่เขาเตี๊ยมกันว่า ให้เราใส่เสื้อประจำคณะของเราไป อ้ะ! เราก็ใส่ไปตามอัธยาศัย เพราะว่ากะจะได้เจอเพื่อนในคณะง่ายขึ้นหน่อย เพราะว่าแค่เรามองหาเพื่อนที่ใส่เสื้อแบบเดียวกันก็ลำบากละ ถ้าให้ใส่เสื้อตามสบาย แล้วมองหากันเนี่ย โคตะระอิมพอสซิเบิ้ลเลยครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็ถือว่าเป็นข้อดีข้อหนึ่ง แต่ทว่าไอตอนที่เจอกันทั้งในงานและนอกงานเนี่ยสิ แต่ละคนทักตรูเป็นรุ่นพี่หมดเลย "ว่าไงพี่ๆ" ไปประมาณยี่สิบกว่าคนได้ สะเทือนใจกันเลยทีเดียว ตรูรุ่นเดียวกับพวกเมิ้งงงงงงงงงงง
 
 
     ก่อนจะถึงสถานที่จัดงาน ผมก็ต้องนั่งรถรางไปก่อน พอนั่งรถรางเราจะเจอวัยรุ่นเฟรชชี่เหมือนกันประมาณ 20-30 คน ยืนเบียดเสียดแน่นเอี้ยดเป็นปลากระป๋องในรถ ถ้าเกิดดันเผลอหันหน้ามาเจอกันโดยมิได้นัดหมาย ผมจะถือกฏ 10 วินาทีครับ คือถ้าเขาทักเราหรือเราทักเขาก่อน ให้เรารีบสานบทสนทนาต่อภายใน 10 วินาทีครับ ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์ที่สานๆกันอยู่จะสะบั้นทลายลงในพริบตา ต่างคนจะมองหน้ากันไม่ติด อนาคตอาจจะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตเพราะไม่ยอมสานบทสนทนากันก็เป็นได้ ให้เรายิงไปเรื่อยๆครับ จนกว่าเขาจะรำคาญ บอกว่า "เอ้อ แล้วค่อยคุยกันใหม่นะ" นั่นแหละ!! Mission Accomplished อาจจะดูว่าน่ารำคาญนะ แต่ว่าการคุยกันไปเรื่อยๆ จะเป็นการสร้างมิตรภาพครับ ถ้าเราเป็นคนเริ่มบทสนทนา แล้วเราตัดจบซะเอง มันจะดูแปร่งๆอย่างน่าประหลาด
 
 
     เมื่อถึงหน้าสถานที่จัดงานพอดี เป็นยิมเนเซี่ยม(ซึ่งดูเป็นหอประชุมอะไรสักอย่างมากกว่า) ผมก็รู้จักเพื่อนก่อนเข้างานสามคนได้ ก็เกาะกลุ่มกันเข้างานกันไป ช่วงเช้าจะเป็นการแนะนำชมรมแต่ละชมรม ซึ่ง.........มีเยอะมากแทบไม่หวาดไม่ไหว นึกถึงอารมณ์ K-ON นะครับ ตอนแรกๆที่เขาพากันยื่นใบปลิวเขาชมรม ประมาณนั้นแหละ เยอะแยะมาก ใครที่นึกไม่ออกหรือไม่ได้ดู ไม่เป็นไร คือจะบอกว่าคนจะแห่แหนพุ่งเข้ามาหาเราประดุจหมาป่ากระหายเหยื่อ อารมณ์ประมาณว่าถ้าไม่ได้สมาชิกชมรมวันนี้ จะไม่มีข้าวกินในวันหน้านั่นแหละครับ เขาจะหว่านล้อมชักแม่น้ำที่มีอยู่ทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเพื่อให้เราเข้าชมรมเขาให้ได้ ซึ่ง ณ ตอนนั้นเพื่อนกับผมก็โดนไปหลายชมรมเหมือนกัน แต่ก็ดีนะ เพราะว่าต่างคนก็ต่างคณะกันอยู่แล้ว อาจจะได้มาป๊ะแฮ่มกันในยามกาลวิเศษก็เป็นได้ (ซึ่งถ้าเป็นตอนนั้น ผมอาจจะลืมเขาไปแล้วนะนั่น)
 
 
     หลังจากนั้นกิจกรรมอันระทึกก็ได้เริ่มต้นขึ้นครับ เพื่อนทุกคนถูกแยกออกจากกลุ่ม เนื่องจากตอนที่ลงทะเบียนหน้างาน เขาแอบซ่อนกลุ่มไว้แล้ว เลยต้องแยกกันตามยถากรรมไป ไปเข้าสู่หอประชุมที่อยู่ในยิมเนเซี่ยมอีกทีครับ บรรยากาศออกแนวจะจัดคอนเสิร์ต indoor มากๆ ก็นั่งตามกลุ่มที่เขาจัดมา ก็ไปเจอกับเพื่อนที่ไม่รู้จักอีกกลุ่มนึง แต่ที่แปลกประหลาดคือ ข้างๆที่ผมนั่งเป็นผู้หญิงหมดเลย รู้สึกเหมือนถูกขังในกรงเหล็กอะไรสักอย่างที่ไม่มีอิสรภาพและฟรีด้อมเลยครับ ธรรมดาผมเป็นคนไม่ค่อยชอบทักผู้หญิงก่อนอยู่แล้ว มันรู้สึกไม่ให้เกียรติ และเหมือนจะออกแนวหูดำยังไงชอบกล
 
 
    เสร็จจากการนั่งฟังปฐมนิเทศ และการแสดงบลาๆๆๆที่ดูแล้วเกิดอาการง่วงหงาวหาวนอนเล็กน้อย เขาก็เรียกไปรวมกลุ่มกันครับ กลุ่มผมส่วนใหญ่จะเป็นคณะแนววิทยาศาสตร์ แบบแพทย์ ทันตะ สหเวช อะไรประมาณนี้ คิดในใจไว้แล้วว่า เฮ้ย! เราเจอพวกระดับสูงๆ เทพๆ เยี่ยงนี้ จะต้องคุยกันด้วยภาษาฟิสิกส์อะไรทำนองนี้รึเปล่าฟะ แต่แท้ที่จริงแล้ว เขาก็คุยกันด้วยธรรมดาๆเนี่ยแหละครับ บางคนเขาอาจจะรั่วจนเรานึกว่า เห้ย คนๆนี้อยู่สายแพทย์จริงๆรึเปล่าฟระ!? ควรจะมาอยู่สายเราแบบแนวศิลป์ บ้าๆบอๆ กันให้หนักเลย
 
      กิจกรรมที่รุ่นพี่ในกลุ่มจะรับน้อง (เรียกรับน้องดีกว่า ดูเป็นสากลดีอย่างน่าประหลาด) ก็เป็นแบบการร้องเพลงทั่วไป การรวมกลุ่มทำกิจกรรมนู่นนี่ที่รุ่นพี่ให้ทำไปเรื่อยๆ สิ่งที่ดันจำให้ติดตาตรึงใจที่สุด(ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้)คือการเป่ายิ้งฉุบ มันมีกฏที่แสนประหลาดที่ว่า ถ้าใครเป่ายิ้งฉุบชนะ คนชนะต้องไปเกาะหลังคนที่แพ้ครับ แล้วก็ให้คนที่แพ้ไปหาคู่ที่แพ้เหมือนกัน แล้วก็วนสู่ลูปเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะเจอ The Biggest Loser หรือผู้ที่ไม่เคยชนะใครเลย มันเหลือหนึ่งเดียว จริงๆก็ควรจะน่าภูมิใจนะ แต่ไอแพ้ทุกคนเนี่ย ทำใจไม่ไหวจริงๆฟ่ะ มันช่างสะเทือนใจมาก แล้วมันจะสะเทือนใจน้อยกว่านี้ ถ้าผมไม่ใช่ 1 ใน 4 The Biggest Loser โอ้ยยยยยห่าน!!! ตรูเป่ายิ้งฉุบแพ้คนเยอะขนาดนี้เลยเรอะเนี่ย มันรู้สึกกดดันมากครับ ไม่ใช่ว่าแรงเชียร์ให้ชนะนะครับ มันมีแต่คนเชียร์ให้แพ้เนี่ยแหละ อารมณ์มันช่าง......เฟลสุดๆเลยครับ
 
     พอหลังจากช่วงกิจกรรมผ่านไปแล้ว ก็เข้าไปยิมเนเซี่ยมเพื่อเข้าสู่ช่วงความบันเทิงครบวงจรครับ จัดหนักตั้งแต่หัวค่ำยันเช้า สองทุ่มถึงหกโมงเช้า ตั้งแต่โขน รำไทย (จัดให้ง่วงนอนกันตั้งแต่แรกเริ่มเลยทีเดียว) มากันแบบซอฟท์ๆ หลังๆก็เริ่มหนักขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นงิ้วอันลือชื่อของมหาลัย (เรื่องอะไรน่ะรึ หึๆๆๆ ทุกท่านก็น่าจะทราบกันดี) เป็นวงดนตรีสองสามวงติดต่อกันให้เราได้กระโดดเย้วๆกันต่อเนื่องจนน้ำดื่มหมดกันไปคนละห้าขวด (สี่ขวดกินนะ แต่อีกขวดเอาไว้ราดตัวเอง เพราะเต้นไปนานๆมันร้อนและมันร๊อคมาก) แต่วงสุดท้ายเป็นวง Mild(!!?) ตอนแรกมองดูเวลานึกว่าจะจัดคอนเสิร์ตมาได้สี่ห้าเพลง (สักครึ่งชั่วโมงได้) ที่ไหนได้ ล่อไปซะสองชั่วโมง จบซะตีสี่ กระโดดกันจนพื้นฟลอร์พัง ขากรอบแกรบไปตามๆกัน แทบจะนั่งตายคาเก้าอี้ให้ได้แล้ว ก็ต้องมาเจอพิธีต่ออีก รุ่นพี่ก็บอกว่าตอนนี้ยังนอนไม่ได้ พิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์นะ เราต้องมาทำนู่นี่นั่นน้อนนนนน แต่ส่วนพวกเราก็ศักดิ์สิทธิ์กันต่อไปไม่ไหวแล้วครับ จะแผ่สองสลึงท่ามกลางความศักดิ์สิทธิ์กันอยู่แล้ว ก็พิธีนี้เขาให้ถือเทียนไขเล็กๆเล่มนึง เราก็ถือด้วยสภาวะคอพับกับเก้าอี้ แขนชูขึ้นออกจากตัวได้ประมาณ 5 ซม. ขาลุกไม่ขึ้นก็นั่งห้อยกันต่อไปจนจบพิธี จบงานพอดีครับ ตั้งแต่เช้าตอนสิบเอ็ดโมงจนถึงหกโมงเช้าของอีกวัน รวมเบ็ดเสร็จก็สิบเก้าชั่วโมง แทบไม่อยากจะเดินออกมาข้างนอกเลยครับ อยากจะน๊อคในงานมากกว่า แบบว่าถ้ามีเต้นท์ให้เช่าก็กะจะกางแล้วนอนกัน ณ ตรงนั้นเลยทีเดียว แต่มันก็ต้องลากสังขารที่มี HP 2/1000 กลับมาถึงบ้าน สรุปว่าถึงแปดโมง นอนยาวจนถึงสามทุ่มล่ะครับ เล่นเอานอนตอนกลางคืนไม่ลงไปเลย
 
 
     ถามว่าได้อะไรจากการทำกิจกรรมบ้าง ได้ปวดเมื่อยเนื้อตัวครับ ขนาดที่ว่าวันต่อมาจะขยับตัวทีไร ต้องปวดทุกที แทบจะต้องเอาเคาน์เตอร์เพนมาทาทั้งตัวเลย (รึว่าเราแก่แล้ววะ เลยเป็นแบบนี้) แต่อันนั้นมันทางกายภาพ ได้พักสักวันสองวันก็หาย ส่วนทางอื่นคือได้กระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างคณะครับ (เพื่อนครับเพื่อน ไม่ใช่สิ่งใดอื่น) พอเวลามีงาน... เอ้ย!! มีกิจกรรมอย่างอื่นที่เจอหน้ากันอีกก็จะได้คุยกันง่ายขึ้น บางทีก็จะได้รู้จักกับรุ่นพี่คณะอื่นด้วย คณะเราด้วย ก็ได้สนุกสนานกันไปครับ
 
 
     จริงๆก็อยากเล่ากิจกรรมอื่นๆมากกว่านี้ แต่ว่า จขบ. ใช้เวลาเขียนเอ็นทรี่นี้ไปเกือบเดือน ฮ่าๆๆ (เพราะว่าแว้บเข้ามหาลัยเสียส่วนใหญ่ แล้วก็ยังไม่ได้ติดเน็ตเลย พอกลับมาบ้านก็ออกไปนู่นมานี่บ่อยครั้ง) เอาเป็นว่าจะกลับมาเล่าองค์ประกอบอื่นที่เราจะเจอในมหาลัยในคราวต่อไปนะครับ
 
 
สราญตาทุกผู้ทุกคนครับ.

Comment

Comment:

Tweet

คิดถึงช่วงรับน้องจังเลย ตอนนั้นมันสนุกดีนะ


อยากเป็นปี 1 อีกจัง (แต่ไม่อยากซิ่วอะ 555)

#1 By TsuMukii on 2011-07-11 00:45