(คำเตือน : เอ็นทรี่นี้สปอยล์หนังอย่างแหลกราน จึงเหมาะกับผู้ที่ดูหนังมาแล้ว หรือดูหนัง Rashomon หนังชั้นบรมครูของอากิระ คุโรซาว่ามาแล้วเท่านั้น หรือใครอยากจะอ่านก็ไม่เป็นไรครับ)
 
 
 
 
     ความเคลือบแคลงและความสงสัยในสิ่งต่างๆหลังจากการสอบสวนโจรป่าสิงห์คำในคราวนั้น ทำให้พระ (มาริโอ้ เมาเร่อ) ได้ออกเดินทางธุดงค์เพื่อค้นหาคำตอบเหล่านั้น ระหว่างทางพายุได้เข้ามาหนักมากและได้พบกับคนตัดฟืน (เพ็ชรทาย วงศ์กำเหลา) ผู้ซึ่งเป็นพยานในการให้การเช่นเดียวกับท่าน คนตัดฟืนจึงได้พาพระอานนท์เข้าไปพักอาศัยที่อุโมงค์ผาเมืองสักระยะ ข้างในอุโมงค์ทั้งสองได้พบกับสัปเหร่อ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ซึ่งอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคดีของโจรป่าสิงห์คำนั้นเอง ทั้งพระอานนท์และคนตัดฟืนจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไป เพื่อค้นหาข้อกังหาที่ยังมีอยู่และทำไม
 
 
พวกเขาทั้งหมดจึงให้การไม่ตรงกัน?
 
 
พวกเขามีอะไรที่ปิดบังไว้อยู่?
 
 
ความจริงเป็นเช่นไร?
 
 
 
     โจรป่า (ดอม เหตระกูล) ผู้ที่เป็นโจรป่าซึ่งหากใครได้ยินชื่อเป็นต้องเกรงกลัวไปทั่วย่าน ได้ให้การในศาลว่าตนเองได้เป็นผู้สังหารขุนศึก (อนันดา เอเวอริ่งแฮม) และข่มขืนภรรยาของขุนศึก (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ทำให้เกียรติยศของทั้งสองต้องแปดเปื้อน เสมือนนกที่ปีกหักและร่วงกลับลงมาสู่พื้นดิน
 
 
     ภรรยาของขุนศึก ผู้ซึ่งถือกำเนิดจากแม่สนมในวังและได้เลื่อนขั้นขึ้นมาอย่างมีเกียรติและภาคภูมิ ให้การว่าตนเองถูกโจรป่าข่มขืน และเนื่องจากการกระทำที่เย็นชาและเฉยเมยของขุนศึกที่มีต่อตน ด้วยอารมณ์โกรธแค้นและสับสนจึงได้สังหารขุนศึก
 
 
     ขุนศึกที่ให้การผ่านร่างทรง(รัดเกล้า อำมระดิษ)นั้น เล่าว่าหลังจากที่โจรป่าได้ทำการข่มขืนภรรยาแล้วนั้น ตัวภรรยาเกิดหลงเสน่ห์ของโจรป่า จึงได้สั่งให้โจรปลิดชีพของขุนศึกเสีย ซึ่งทำให้โจรป่ารู้สึกโกรธถึงความหลายใจของผู้หญิง จึงได้จะไล่ปลิดชีพแทน และทำให้ผู้หญิงนั้นวิ่งหายไป ขุนศึกผู้ที่เหลืออยู่คนเดียวตอนนั้นจึงได้ทำการปลิดชีพตัวเองทิ้งอย่างมีเกียรติ
 
 
 
     สัญชาตญาณดิบของมนุษย์นั้นแทบจะมีกันอยู่ทุกคน รัก โลภ โกรธ หลง มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่พระผู้ที่อยู่ในโลกของธรรมมานาน แต่ยังไม่เคยเดินทางเข้ามายังทางโลก ยังไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของจิดใจมนุษย์ได้ ผู้ที่จะให้คำตอบว่าทำไมมนุษย์ถึงเป็นแบบนี้ได้ และไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปได้ เห็นทีจะมีเพียงแค่สัปเหร่อและคนตัดฟืนเท่านั้นกระมัง
 
 
     ผมคาดเดาเอาเองว่าพระนั้น เป็นตัวแทนของคนดูที่ยังคงมีความสงสัยต่อสิ่งต่างๆในหนัง และคนตัดฟืนนั้นเป็นตัวแทนของผู้กำกับ ที่คอยตอบข้อสงสัยของคนดูว่าบทสรุปว่าทำไมแต่ละคนถึงพูดเช่นนั้น และ"เปลือก"ที่มนุษย์ยังรักษาไว้มันคืออะไร ทำไมถึงไม่ปล่อยวางมันไปซะที
 
 
     และคนตัดฟืนเป็นตัวแทนของคนสมัยนี้ ที่มองเห็นเหตุการณ์จริง อยู่ในสถานที่จริง แต่กลับไม่ยอมเล่าให้ใครคนอื่นฟัง เพราะกลัวตัวเองจะเดือดร้อน และนี่คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ที่ถือว่าเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่ง
 
     "เปลือก"ที่แต่ละคนรักษาไว้ต่างก็มีความสำคัญต่อชีวิตตนเอง แต่ไร้ค่าในสายตาของคนอื่น เหมือนกับขุนศึกที่ขนาดโจรป่าได้ยินแค่ชื่อยังเกรงกลัว เพราะเพียงแค่ยศนำหน้าเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว "เปลือกด้านใน"นั้น กลับอ่อนแอและบอบบางกว่าที่คิด ส่วนตัวโจรป่านั้นใช้ชื่อเสียงของตนเองเพื่อออกล่าเหยื่อ จริงๆตัวเองก็อ่อนแอเช่นเดียวกัน
 
 
บุคคลที่แข็งแกร่งและตีแผ่สัญชาติญาณตัวเองที่สุดกลับเป็น ภรรยาของขุนศึกเอง.....
 
 
 
     แม้ว่าความจริงจะออกในลักษณะรูปแบบใด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงตกค้างอยู่คือ ความสงสัยที่มีอยู่ในตัวแต่ละคนว่า พวกเขาจะพูดความจริงรึเปล่า หรือปกปิดอะไรบางส่วน เพื่อซ่อน"เปลือก"ที่ไม่น่ารักษาเอาไว้
 
 
 
 
อุโมงค์ผาเมือง ---> (B)
 
 
ตัวอย่าง
 
 
 
-------------------------------
 
อารมณ์นอกเรื่อง
- ไปดูที่เซ็นทรัลลาดพร้าวครับ โรงใหญ่เวอร์
- อนันดาเท่จริง อะไรจริงครับ
- รู้สึกช่วงนี้จะว่างเขียนแต่รีวิวหนังนะครับ (ฮา) (เฮ้อ)
 
 
สราญตาทุกคนนะครับ FIN.

Comment

Comment:

Tweet

เหมือนเขียนเรื่องย่อของหนังมากกว่าเขียนวิจารณ์หนังนะ 555 รู้สึกแบบนั้น
มีการรีเสิร์ชข้อมูลก่อนเขียนเป็นอย่างดี ใช้คำเข้าใจง่าย อ่านแล้วเห็นภาพ
นอกจากจะเป็นนักเขียนแล้ว ยังเป็นนักพากย์ได้ดีอีกด้วย ไหนลองพูดแบบอ๊อฟ พงศ์พัฒน์ซิ ... ไหนลองพูดแบบพลอยซิ ... ชายผู้นี้ทำได้
ได้ย้อนกลับไปอ่านงานเก่าๆบ้าง เริ่มเห็นสไตล์ที่ค่อยๆชัดเจนขึ้นของนักเขียนผู้นี้
สู้ต่อไป
ปล.ตัวอักษรฟอนต์ใหญ่เกินไปจนต้องอ่านผ่านแว่นขยาย ! (ฮา)

#4 By Chot Teerachot (182.53.62.8) on 2011-09-15 17:48

ท่านหลอดเขียนได้ดีมากจนแทบจะแทนความในใจของข้ามาได้

หนังเรื่องนี้เป็นหนังฟอร์มกลางที่งดงามในแง่โปรดั๊กชั่น แต่กระนั้นมันก็แค่ "เปลือก" ที่ห่อหุ้ม 'แก่น' ที่พร่องไม่สมบูรณ์เท่าต้นฉบับ big smile

ที่น่าเสียดายคือหนังเลือกจะเฉลยทุกอย่างอย่างแหลกละเอียด อาจจะเป็นความตั้งใจดีของผู้กำกับที่ต้องการจะเสนอมุมมองการตีความ แต่นั่นมันก็ทำลายแก่นแท้ของหนังไปอย่างน่าเสียดาย

#3 By Anger Por Indie (125.25.56.238) on 2011-09-14 14:53

เพิ่งดูมาวันนี้เหมือนกันครับ

แค่คิดดีมาก !
การแสดงเยี่ยมมาก
เนื่อเรื่องกลางๆ
การเล่าเรื่องกลางๆ
สิ่งที่แย่ที่สุดคือ บทพูด..

ผมว่า มันเหมือนละครเวทีเกินไป
บทแปลงจากละครเวทีมาเป็นภาพยนตร์ ก็น่าจะแปลงบทพูดบ้าง...

#2 By Boymang*~ on 2011-09-13 21:51

: )

เริ่มออกแนว

วิจารณ์หนังแล้วนะ บล็อกนี้ ๕๕๕๕๕



เรื่องนี้ดูแล้ว โอเคเลยแหละ

ค่อนข้างจะตัดอารมณ์กับฮอลลีวู้ด ได้ดีทีเดียว