รักเรียน

posted on 30 Mar 2012 23:16 by lordvader555 in ETC directory Entertainment, Diary
 
     หลังจากที่ผมได้เห็นเดจาวูภาพงานมหรศพ (ผมเขียนผิดรึเปล่าก็ไม่แน่ใจนะครับ) ของเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่หกรุ่นน้ำท่วม ในงานนั้นผมได้เห็นผู้พลีชีพที่แบกก้อนระเบิดขนาดเท่าโอ่งมังกรแล้วเข้าไป Self-Destruct กับข้อสอบกันมากมาย แล้วข้อสอบไม่เป็นอะไรเลย เจ้าของงานเด๊ดแทน ให้อารมณ์เหมือนนั่งดูดราก้อนบอลยิ่งนัก พวกนายช่างบ้าบิ่นเสียเหลือเกิน น้ำตาลูกผู้ชายมันจะหลั่งไหลเอา
 
 

 
     พอผลสอบประกาศ ราวกับภาพวาดสีน้ำมันได้ถูกแต่งแต้มลงบนผืนผ้าใบทีละเฟรม เริ่มจากภาพขาวๆที่ว่างเปล่าเพราะว่าเด็กนักเรียนไม่สามารถเข้าเว็บได้ เซิร์ฟเวอร์มันล่ม ต่อมาเป็นภาพสีดำล้วนที่มีแต่สภาพกายหยาบของเหล่าเด็กน้อยทั้งหลายที่สิ้นใจหน้าคอมเหมือนกับกินสโนวไวท์กินแอ๊บเปิ้ลของแม่มดที่ไม่รู้ว่าข้างในได้ฝังไอพอดนาโนเข้าไป พอกินแล้วก็ติดลูกกระเดือก เด๊ดเลย จบครับ (อธิบายซะอย่างกับสีน้ำมันจะถูกใช้อย่างอลังการซะอย่างนั้นแหละ)
 
 
 
 
     ทางด้านผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณวุฒิขนาดที่ขนาดนักวิทยาศาสตร์โนเบลต้องชิดซ้าย นักปรัชญาขั้นมหากาฬของกรีกต้องโยกหลบไปทางขวา ได้ออกมาประกาศิตว่า คะแนนเฉลี่ยของเด็กไทยทั้งประเทศตกฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด (มันก็เห็นชัดทุกปีนะครับ เขียนหราหน้าเว็บซะขนาดนั้น) และสาเหตุที่เด็กไทยทำคะแนนได้น้อยลงนั้นเป็นเพราะว่าเด็กไม่ตั้งใจทำข้อสอบ ผมแทบอยากจะมอบรางวัลโฮราชิโอ้ เคนทองคำให้กับคุณพี่เสียเหลือเกิน เพราะพี่ได้อ่านจิตใจของเด็กๆเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเองเลย ได้แต่ดิ้นเฮดสปินโทษเทพยดาฟ้าดินไปวันๆ
 
 
 
 
     แต่ผมจะมาขอค้านท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่เคารพทุกท่าน ว่าเด็กไทยทุกคนนั้นตั้งใจเรียนเพื่อที่จะเอาไปสอบจนสมองจะสามารถสร้างกายหยาบเป็นของตัวเองได้แล้ว โดยจะสังเกตได้จากสถาบันการเรียนพิเศษที่กำลังผุดขึ้นอย่างสวยงามราวกับดอกเบี้ย เพราะทุกวันนี้เด็กไทยกำลังแข่งขันกันเรียนราวกับว่าจะไปแข่งตูเดอฟรองซ์ เพราะต้องเรียนทั้งวันลืมเพื่อนในโรงเรียน ลืมวันลืมคืน ลืมโลก (ถ้าเรียนขนาดนี้พี่ควรจะไปแข่งโอลิมปิคระดับทางช้างเผือกนะ) สถานที่เรียนพิเศษจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเด็กนักเรียนที่กลัวว่าจะตำราเล่มเท่าคัมภีร์ไบเบิลจะทำให้พื้นที่ในสมองของเขาว่าง
 
 
 
 
     ใช่ครับ ผมจะมาพูดถึงเรื่องสถานที่เรียนพิเศษนั่นเอง (แค่เกริ่นนำก็เล่นเอาผู้อ่านเสียพลังงานไปหลายกิโลแคลอรี)
 
 
 
 
     จากสมาคมคนที่ไม่รู้ว่าการเรียนพิเศษมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร (มรร.) สถานที่เรียนพิเศษอาจจะถือกำเนิดมาจากการที่นักเรียนทำหน้า no response ให้กับอาจารย์ผู้ที่กำลังสอนอย่างคล่องแคล่ว ด้วยความที่อาจารย์กลัวจะหน้าแหกว่าวิชาที่ร่ำเรียนมานั้นมันจะ fail เลยต้องจัดคอร์สสอนพิเศษให้กับนักเรียนที่ไม่เข้าใจได้บรรลุอย่างถ่องแท้ ปรากฏว่าวิธีนี้ได้ผลเกินคาด เลยได้มีการสืบทอดต่อกันมา และมัการพัฒนาโดยนำการสอนพิเศษไปใช้ในการค้า แล้วกลายพันธุ์อย่างจวบจนปัจจุบันนี้ (นี่คือเรื่องแต่ง 100% ครับ)
 
 
 
 
    เราจะแบ่งประเภทของสถานที่เรียนพิเศษได้หลายแบบ แต่ในที่นี้จะขอแบ่งตามสไตล์ผมซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท
 
 
 
 
     1. Independent คือแบบใต้ดิน อินดี้ เป็นที่รู้จักกันในวงแคบ ส่วนใหญ่คนที่รู้จักก็จะเป็นคนในโรงเรียน และคนที่สอนก็จะเป็นครูที่อยู่ในโรงเรียนเช่นกัน แต่ออกไปสอนที่ข้างนอกโรงเรียน (ทำไมมันดูซับซ้อนจัง) อุปกรณ์ที่สอนอาจจะไม่ดีนัก แต่ด้วยโปรโมชั่นที่สุดแสนเย้ายวนใจ เช่น เรียนครบ 3 คอร์สแถมคอร์สติวสอบข้อสอบฉบับพิเศษ (ซึ่งเป็นข้อสอบของโรงเรียนเองนั่นแหละ) ซึ่งมีหรือที่นักเรียนในเครือจะพลาดไปได้
 
 
 
 
    2. Mass คือแบบทั่วไปสากลโลก สามารถพบเจอได้ทุกที่พอๆกับเซเว่นอีเลฟเว่น มีชื่อเสียงและวิธีการสอนที่แปลกใหม่ วิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา เช่น เรียนกับคอมแล้วสามารถกรอกลับดูไปมาได้ (คาดว่าถ้าผมเรียนแคลคูลัส คงได้กรอกลับตั้งแต่บ่ายสองยันเที่ยงคืน เนื่องจากไม่ได้กระเทาะเปลือกสมองเลยแม้แต่น้อย) คาดว่าต่อไปคงมีอาจารย์ที่สลักอักษรลงบนกระบอกไม้ไผ่ แล้วพออ่านแล้วจะมีแสงเลเซอร์ยิงตรงเข้าซีรีบรัมจำได้ทันที (นี่มันสถานที่เรียนพิเศษหรือยุทธจักรบู๊ลิ้ม) บางที่ก็จะมีกิตติศัพท์ของนักเรียนที่ไปแสดงแสนยานุภาพ สอบได้อันดับหนึ่งของประเทศ หรือสอบได้ที่หนึ่งของคณะ โดยที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาได้บากบั่นเรียนที่ไหนเพิ่มเติมมาอีกบ้าง
 
 
 
 
    3. Home สำหรับผู้ที่เกียจคร้านในการเดินทาง หรือว่าทรัพย์ศฤงคารไม่เพียงพอที่จะถวายให้กับเจ้าแม่เพื่อให้ตัวเองเบิกเนตรเห็นข้อสอบอย่างทะลุปรุโปร่ง อย่ากระนั้นเลยทางอาจารย์ได้บอกว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเป็น Child Center เพราะฉะนั้นเรียนด้วยตัวเองที่บ้านเลยง่ายสุด แค่เพียงคุณพี่คุณน้องไปหาซื้อตำราเก็งข้อสอบที่มีขายตามร้านขายหนังสือทั่วไป (ถ้าที่ไหนไม่มีก็ถือว่าเป็นทั่วไปอยู่นะครับ) แล้วก็ทำการคาดเดาด้วยตัวเอง ซึ่งอัตราสำเร็จในการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแม่นขนาดไหน บอยแบนด์จะออกเอ็มวีบ่อยเท่าไร ดาราที่ชอบจะเล่นละครวันละกี่ชั่วโมง อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับสมาธิของเราที่จะแน่วแน่ในการสอบแล้วล่ะครับ
 
 
 
 
     ทั้งสามวิธีมีจุดประสงค์ในการทะลวงฟันข้อสอบให้กระจุยกระจาย พร้อมจะลุยกับทุกสิ่งที่เรามี ทะลวงให้ทะลุ อย่างไม่หยุดยั้ง แต่บางทีก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง เพราะบางทีเราก็มัวแต่ไปสนกับสาวๆแวดล้อมรอบข้างที่แต่งชุดไปรเวทสะท้านตา สะเทือนใจเสียเหลือเกิน หรือบางทีจิตใจเราก็มัวแต่ไปจดจ่อกับกิจกรรม After School ว่าเรียนเสร็จไปห้างไหนดี หรือว่าจะไปตีโดต้าดี แต่ด้วยทุกอย่างที่ว่ามา ก็ได้ทำให้เด็กไทยกลายเป็นเด็กที่ขยันเรียนที่สุดในเอเซียนเลย
 
 
 
 
 
 
แล้วทำไมคะแนนข้อสอบโอเน็ตเรายังต่ำอยู่เลยหว่า?
 
 
 
 
สราญตาทุกผู้ทุกคนครับ.

Comment

Comment:

Tweet

ตกม้าตายประโยคสุดท้าย....open-mounthed smile

#2 By โอชิริคุง on 2012-04-05 02:20

มันเด็ดก็ตรงไอ้บรรทัดสุดท้ายนี่ล่ะครัฟ

#1 By -DeminA- on 2012-04-03 20:12